วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์


                                                ดอยอินทนนท์









ดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อพ.ศ.2515 ประกาศเป็นอุทยานฯ เป็นลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า "ดอยหลวง" หรือ "ดอยอ่างกา"ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "ดอยหลวง" (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่)
ดอยอินทนนท์ อดีตกาลก่อนป่าไม้ทางภาคเหนืออยู่ในความควบคุมของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (องค์สุดท้าย) พระองค์ให้ความสำคัญกับป่าไม้อย่างมาก โดยเฉพาะป่าในบริเวณดอยหลวง ทรงรับสั่งว่า หากสิ้นพระชนม์ลงให้นำอัฐิบางส่วนขึ้นไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ดอยนี้จึงมีนามเรียกขานว่า "ดอยอินทนนท์" แต่มีข้อมูล บางกระแสกล่าวว่า ที่ดอยหลวงเรียกว่า ดอยอินทนนท์ นั้น เป็นเพราะเนื่องจากว่าเป็นการให้เกียรติ เจ้าผู้ครองนคร จึงตั้งชื่อจากคำว่า "ดอยหลวง" ซึ่งเป็นชื่อที่มีความซ้ำกับดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว แต่ภายหลังมีชาวเยอรมัน มาทำการสำรวจและวัด ซึ่งปรากฎผลว่า ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ที่อำเภอแม่แจ่มมีความสูงกว่า ดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน และเรียกดอยแห่งนี้ว่า "ดอยอินทนนท์"
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ "ป่าสงวนแห่งชาติดอยอินทนนท์" ต่อมาได้ถูกสำรวจและจัดตั้งเป็นหนึ่งในสิบสี่ ป่าที่ทางรัฐบาลให้ดำเนินการเป็นอุทยานแห่งชาติซึ่งครั้งแรกกรมป่าไม้เสนอ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้มี พื้นที่ 1,000 ตร.กม. หรือประมาณ 625,000 ไร่ แต่เนื่องจากพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อาศัยอยู่ก่อนหลายชุมชน จึงทำการสำรวจใหม่ และกันพื้นที่ที่ราษฎร อยู่มาก่อน และคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคตออก จึงเหลือพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 270 ตร.กม. หรือประมาณ 168,750 ไร่ ประกาศลงวันที่ 2 ตุลาคม 2515 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2521 รัฐบาลประกาศพื้นที่เพิ่มอีกเป็น 482.4 ตร.กม. อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ มีความสูงจากระดับน้ำทะลปานกลาง 400-2,565.3341 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยสำหรับวัตถุประสงค์ในการกำหนดที่ดินให้ เป็นอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 1 มาตรา 6





ปาลิโอ เขาใหญ่



Palio เขาใหญ่


Palio เขาใหญ่

                                      


Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่ 

Palio เขาใหญ่

แผนที่ Palio เขาใหญ่ 


ทำไมรู้สึกว่าร่างกายมันอ่อนล้าอ่อนแรงจริง ๆ สงสัยคงต้องไปเติมพลังให้ตัวเองซะหน่อย ... แหม จะไปชาร์ตแบตให้ร่างกายทั้งที ก็ต้องไปแบบอิ่มตาอิ่มใจกันซะหน่อยดีกว่า อะ ๆ อะไรมันจะเข้าทางพอดิบพอดีขนาดนี้ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมจะพาเพื่อน ๆ ไปยลโฉม "Palio เขาใหญ่" สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิปแหล่งใหม่ของคนอินเทรนด์ ที่ต่อยอดมาจาก Primo Posto (พรีโม พอสโต) หลังจากชื่อ Primo Posto ติดหูและติดตานักท่องเที่ยวกันไปแล้ว ... มาเลย ๆ ถ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วก็ไปโลดแล่น ตื่นตาตื่นใจกับรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรป คล้าย ๆ Little Italy ที่ "Palio เขาใหญ่" กันดีกว่า...


Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่
 
Palio เขาใหญ่
 
 Palio เขาใหญ่
 
 Palio เขาใหญ่
 
 Palio เขาใหญ่


Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่
Palio เขาใหญ่
Palio เขาใหญ่

          Palio หรือ ปาลิโอ ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ หลักกิโลเมตรที่ 17 ติดกับโรงแรมจุลดิศ เขาใหญ่ รีสอร์ท แอนด์ สปา ก้าวแรกที่ได้ไปสัมผัส Palio เขาใหญ่ แอบคิดในใจเล่นว่า "นี่เราข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงประเทศอิตาลีเลยเหรอเนี่ย" ก็แหม บรรยากาศมันพาไปจริง ๆ ประหนึ่งว่ากำลังเดินอยู่กลางกรุงโรม ^_^ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาคารถูกออกแบบให้เป็นกลุ่มอาคารถนนคนเดิน หรือสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณแนวอิตาเลี่ยนสไตล์ที่รายล้อม แถมคำว่า Palio ยังเป็นภาษาอิตาเลียน หมายถึง "รางวัล" อีกด้วย


Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่
Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่

Palio เขาใหญ่
Palio เขาใหญ่

          และถ้าเดินลั้ลลาสำรวจไปเรื่อยจะพบว่า ภายใน Palio เขาใหญ่ มีร้านเล็ก ๆ เป็นแนวลดหลั่นเรียงกันประมาณ 120 ร้าน มีสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ของแต่งบ้าน, เสื้อผ้าแฟชั่น, เครื่องประดับ, เครื่องเสียง, งานดีไซน์ต่าง ๆ, ธนาคาร, ร้านขายของที่ระลึก, พืชผักปลอดสารพิษ ร้านไวน์ Coffee Shop, Pub & Restaurant, Bakery ร้านเสริมสวย Spa ร้านขายยา ร้านขายหนังสือ ศูนย์อาหาร ร้าน IT ฯลฯ โดยแต่ละร้านจะได้รับการออกแบบให้มีสไตล์ และเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่กลมกลืนเข้าภูมิทัศน์ล้อมรอบที่ดำรงความเป็นธรรมชาติของเขาใหญ่  


ที่มา : http://travel.kapook.com

ท่องอันดามัน

                                          


     ทะเลกระบี่

จังหวัดกระบี่ ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีจุดปีนเขาที่นักปีนผาทั่วโลกต้องการมาสัมผัส อ่าวไร่เลตั้งอยู่ตรงปลายแหลมของจังหวัดกระบี่ การเดินทางต้อง อาศัยเรือเป็นพาหนะอย่างเดียว เนื่องจากมีภูเขาสูงลูกหนึ่งกั้นเส้นทางบกระหว่างตัวเมืองกับอ่าวไร่เลไว้ มีโค้งอ่าวถึง 4 อ่าว คือ อ่าวไร่เลตะวันออก อ่าวไร่เลตะวันตก อ่าวพระนาง และอ่าวอันดามัน




     สิ่งที่น่าชื่นชมของที่นี่อย่างหนึ่ง คือ กิจการร้านปีนผาที่อ่าวนี้ทั้งหมด มีคนไทยเป็นเจ้าของและดำเนินกิจการเอง มีที่พักประมาณ 10 แห่ง ตั้งเรียงราย ภายใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้น ทางฝั่งตะวันออกของอ่าวราคาที่พักจะถูกกว่าตะวันตก เพราะทางฝั่งตะวันตกมีชายหาดสวยกว่า ทรายละเอียดกว่า และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม

     จุดปีนหน้าผาทางอ่าวไร่เลฝั่งตะวันออกอยู่ตรงเกือบสุดหาด มีแผ่นผาหินปูนสูง มีชื่อเรียกว่า ผา 1, 2 และ 3 ซึ่งมีเส้นทางปีนผาหลายระดับ ทั้งเส้นทางเกือบเรียบ หาปุ่มหินแทบไม่เจอ


     เส้นทางที่มีชะง่อนยื่นงุ้มอยู่ระหว่างทาง และเส้นทางที่มีร่องลึกเป็นเชิงชั้นซึ่งง่ายต่อการปีน นักปีนผาแต่ละคนจะสวมฮาร์เนส คล้องเกี่ยวคาราไบเนอร์ ควิกดรอว์ อุปกรณ์บีเลย และรองเท้าปีนผา ไว้ที่ห่วงรอบเอง บางคนอาจเตรียมอุปกรณ์มาเองและหาคู่ปีนมาด้วย หรือจะติดต่อร้านปีนผาซึ่งมีทั้ง อุปกรณ์และคนแนะนำก็ได้

     ที่หน้าผา 1 2 3 มีเส้นทางปีนมากกว่า 10 เส้นทาง สังเกตได้จาก หมุด หรือ โบลต์ (Bolt) ที่ตอกฝังในหินเป็นช่วง ๆ ขึ้นไป ในแต่ละจุดมีการวัดระดับความยากง่าย โดยใช้เป็นมาตราของฝรั่งเศส จากระดับ 5 เป็น 6 , 6A, 6A+ ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่ยากที่สุด คือ 8C ซึ่งที่ไร่เลมีทุกระดับให้เลือกปีน แต่สำหรับคนปีนผาใหม่ ๆ อยู่ในระดับ 6

     ฝั่งตรงข้ามหน้าผา 1 2 3 ห่างไปเพียงไม่เกิน 5 เมตร คือหน้าผาฟินเนเคิล เป็นภูเขาลูกเล็ก ๆ มีซอก หลืบให้ปีนได้ ง่าย ๆ อยู่ 2 เส้นทาง และมีเส้นทางค่อนข้างยาก ระดับ 6B อยู่ 1 เส้นทาง




     จุดชมวิวบนยอดเขาสูงของไร่เล เรียกกันว่า ไฮวิวพอยนต์ (High View Point) อยู่ตรงจุดเลยโค้งอ่าวไร่เลตะวันออก ที่ไปหน้าผา 1 2 3 เลี้ยวขวาผ่านด้านข้าง รายาวดีพรีเมียร์ รีสอร์ท ผ่านถ้ำพระนาง ซึ่งตรงสุดทางเดินก็จะถึงอ่าวพระ นาง ซึ่งมีหน้าผาสำหรับฝึก Bouldering

     แต่หากจะไปไฮวิวพอยนต์จะมีป้ายบอกตรงศาลาริมทางก่อนสุดทาง นอกจากนี้ ยังบอกทางไป โลว์วิวพอยนต์ (Low View Point) และทะเลสาบ (Lagoon) เป็นทางดินเหนียวสีน้ำตาลส้มที่เปียก น้ำสูงวกวนขึ้นไปบนเขา ง่ายต่อการลื่นล้ม ต้องระวังในการเดินเป็นพิเศษ

     เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็จะถึงจุดที่จะต้องเริ่มปีนเขาไปยังจุดไฮวิวพอยนต์ หินบริเวณนี้แหลมคมกว่าหน้าผา 1 2 3 แต่จับและเหยียบง่ายกว่า เพราะมีช่องร่องขนาดพอดีเท้าตลอดทางแต่ต้องระวังอย่าให้พลาดถูกหินบาด

     นอกจากจุดต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ที่ไร่เลยังมีอีกหลายจุดที่สามารถปีนขึ้นไปชมธรรมชาติอันสวยงามของทะเลอันดามัน บางจุดสามารถมองเห็นเกาะลันตา หมู่เกาะพีพี ซึ่งมีความยากง่ายของการปีนแตกต่างกันไป นักท่องเที่ยวสามารถขอข้อมูลได้จากกลุ่มนักปีนเขาต่าง ๆ ที่อ่าวไร่เล

     การเดินทางไปไร่เลจากกรุงเทพ มีรถประจำทางปรับอากาศวีไอพี ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ทุกวัน เวลา 18.00 และ18.30 น. ค่าโดยสารประมาณ 655 บาทต่อคน 



ที่มา : http://travel.thaiza.com

ชมวัดพระแก้ว

              
                                                   วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระเเก้ว)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
วัดพระแก้วมรกต วัดสำคัญที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์

     วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระแก้ว นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗
     เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ สมัยอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูลละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

     รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ก็ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล เพราะเป็นวัดสำคัญ จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก ๕๐ ปี คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน
     เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ผ่านมา การบูรณปฏิสังขรณ์ที่ผ่านมา มุ่งอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเป็นมรดกชิ้นเอกของชาติ ให้คงความงามและรักษาคุณค่าของช่างศิลปไทยไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้อยู่คู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ตลอดไป
พระอุโบสถ
สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่ หลังคาลด ๔ ระดับ ๓ ซ้อน มีช่อฟ้า ๓ ชั้น ปิดทองประดับกระจก ตัวพระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดยรอบ มีหลังคาเป็นพาไลคลุม รับด้วยเสานางรายปิดทองประดับกระจกทั้งต้น พนักระเบียงรับเสานางราย ทำเป็นลูกฟักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีอย่างจีน ตัวพระอุโบสถมีฐานปัทม์รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน
ผนังพระอุโบสถ ในรัชกาลที่ ๑ เขียนลายรดน้ำบนพื้นชาดแดง รัชกาลที่ ๓ โปรดเล้าฯ ให้ปั้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ปิดทองประดับกระจก เพื่อให้เข้ากับผนังมณฑป ปิดทองประดับกระจก บานพระทวารและพระบัญชรประดับมุกทั้งหมด ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่เชิงบันไดมีสิงห์หล่อด้วยสำริดบันไดละคู่ รวม ๑๒ ตัว โดยได้แบบมาจากเขมรคู่หนึ่ง แล้วหล่อเพิ่มอีก ๑๐ ตัว
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

     ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต)
พระพุทธรูปปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ หน้าตักกว้าง ๔๘.๓ ซม. สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร ๖๖ ซม. ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน
     เครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน เป็นเครื่องต้นประกอบด้วยมงกุฎพาหุรัด ทองกร พระสังวาล เป็นทองลงยา ประดับมณีต่างๆ จอมมงกุฎประดับด้วยเพชร
     เครื่องทรงสำหรับฤดูฝน เป็นทองคำ เป็นกาบหุ้มองค์พระอย่างห่มดอง จำหลักลายที่เรียกว่าลายพุ่มข้าวบิณฑ์ พระเศียรใช้ทองคำเป็นกาบหุ้ม ตั้งแต่ไรพระศกถึงจอมเมาฬี เม็ดพระศกลงยาสีน้ำเงินแก่ พระลักษมีทำเวียนทักษิณาวรรต ประดับมณีและลงยาให้เข้ากับเม็ดพระศก
     พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างเครื่องฤดูหนาวถวายอีกชุดหนึ่ง ทำด้วยทองเป็นหลอดลงยาร้อยด้วยลวดทองเกลียว ทำให้ไหวได้ตลอดเหมือนกับผ้า ใช้คลุมทั้งสองพาหาขององค์พระ
     บุษบกทองที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร สร้างด้วยไม้สลักหุ้มทองคำทั้งองค์ ฝังมณีมีค่าสีต่างๆ ทรวดทรงงดงามมาก เป็นฝีมือช่างรัชกาลที่ ๑ เดิมบุษบกนี้ตั้งอยู่บนฐานชุกชี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระเบญจาสามชั้นหุ้มด้วยทองคำ สลักลายวิจิตรหนุนองค์บุษบกให้สูงขึ้น บนฐานชุกชีด้านหน้า ประดิษฐานพระสัมพุทธพรรณี เป็นพระพุทธรูปที่คิดแบบขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยไม่มีเมฬี มีรัศมีอยู่กลางพระเศียร จีวรที่ห่มคลุมองค์พระเป็นริ้ว พระกรรณเป็นแบบหูมนุษย์ธรรมดาโดยทั่วไป
     หน้าฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ องค์ด้านเหนือพระนามว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ด้านใต้พระนามว่า พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปทั้งสองพระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูง ๓ เมตร ทรงเครื่องแบบจักรพรรดิ์หุ้มทองคำ เครื่องทรงเป็นทองคำลงยาสีประดับมณี







   ที่มา : http://www.dhammathai.org